วันเสาร์ที่ 20 สิงหาคม พ.ศ. 2559

มรรควิถีธรรมจักร


ธรรมจักรกัปวัตนสูตร

ความสุขตามวิสัยโลกนั้น เป็นความสุขแบบ เจือด้วยทุกข์ผสม เหมือนกินอาหารสุก ๆ ดิบ ๆ ย่อมไม่ปลอดภัยจากโรคาพยาธิฉันนั้น

  1. หมกอยู่กับกาม ก็เป็นความสุดโต่ง 
  2. ปฏิบัติเคร่งเกินก็เป็นความสุดโต่ง ไม่ใช่ทางบรรลุ .......


นี้คือ ที่สุด 2 อย่างอันบรรพชิตไม่ควรเสพ(เทฺว เม ภิกฺขเว อันตา.....ปัพพะชิเตนะ เสวิตัพพา)

ท่านจึงสอนให้เรารู้ตามความเป็นจริงว่า มันมีได้มีเสีย ได้มาดีใจ เสียไปก็เป็นทุกข์ เกิดขึ้น ตั้งอยู่ ดับไป .......ความจริงมันเป็นอย่างนี้

หลังทรงแสดงธรรมจักรกัปวัตนสูตรปูทางแล้ว จึงทรงแสดง อนัตตลักษขณสูตร สำทับให้พระปัญจวรรคคีย์ได้ชัดเจนขึ้น คือเน้นให้เห็น ความจริงของสรรพสิ่งสรรพสะสาร คือ กฎของไตรลักษณ์ อนิจจัง ทุกขัง อนัตตา
มีความรักก็สุขและทุกข์กับความรัก มีคู่ก็สุขและทุกข์กับคู่ มีทรัพย์ก็สุขและทุกข์กับทรัพย์
เมื่อไม่มี ถ้าไม่อยากมี มันก็ไม่ทุกข์ แต่ที่ทุกข์เพราะความอยากจะมี แต่พอมีแล้ว ก็สุขและทุกข์จากที่มี............นี้คือความจริง ของความอยากจะมี (ตัณหา3) นี้คือ นี้คือความหมายของอริยสัจ4

พระพุทธองค์ จึงสอนต่อว่า ให้ปฏิบัติเพื่อให้พ้นไปจากวงจรนี้ เรียกว่า "วิมุตติ" คือหลุดพ้นไปจาก "ความอยากทั้งปวง" ดังนี้
ข้อปฏิบัติ ก็เสนอว่าต้องใช้ "มรรค8" อันประกอบด้วย ศีล สมาธิ ปัญญา ตามลำดับ นี้เรียกว่า "ปฏิปทา" คือหลักปฏิบัติเพื่อความหลุดพ้น หรือที่เรียกว่า กิจในอริยสัจ4 ได้แก่

- ปฏิปทาในทุกข์ ต้องกำหนดรู้ [(ปริญญาเญยยะ) - statement of evil; location of the problem.]
- ปฏิปทาในสมุทัย ต้องละ [(ปหานะ) - diagnosis of the origin.]
- ปฏิปทาในมรรค ต้องเจริญ คือทำให้บ่อยทำให้มาก [(ภาวนา) - prescription of the remedy; program of treatment. ]
- ปฏิปทาในนิโรธ คือเป้าหมายที่ต้องทำให้เคลียร์ไปให้ถึง [(สัจฉิกิริยา) - prognosis of its antidote; envisioning the solution. ]

ไม่มีมรรค ก็ไม่มีผล เมื่อมีมรรคก็ย่อมมีผล นี้คือ ปฏิจจสมุปบาท มีเหตุ ก็ย่อมมีผล ดังนี้
ทรงตรัสสอนวนเวียนอยู่แค่นี้